กระติกเก็บ น้ำอุ่น น้ำร้อน เพื่อเก็บน้ำอุ่นไว้ดื่ม น้ำอุ่นดีอย่างไร
ทำไมต้องดื่มน้ำอุ่นดี น้ำอุ่นดีอย่างไร ประโยชน์การดื่มน้ำอุ่นดีอย่างไร?
ร่างกายดูดซึมน้ำอุ่นได้ง่ายกว่าน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับร่างกาย (อุณหภูมิปกติของร่างกาย 37 องศาเซลเซียส) ถ้าเราดื่มน้ำอุ่นหรือจิบน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็จะดูดซึมได้ทันที
การดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นอย่าไปกำหนดเพียงว่าวันนี้ต้องได้ปริมาณของน้ำ 10 แก้ว หรือ 20 แก้วแล้วพอ แต่ให้คำนึงถึงสภาพดินฟ้าอากาศที่แวดล้อมตัวเรา (กลางแดด/ถูกพัดลมเป่า) และกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวันด้วยเป็นเกณฑ์ (ออกกำลังกายเสียเหงื่อมากๆ) อย่างนี้น้ำ 10แก้วไม่พอแล้ว อาจจะต้องเพิ่มเป็น 14 ถึง 15 แก้ว เป็นต้น
มีวิธีสังเกตอย่างง่ายๆ ก็คือ ปัสสาวะมีสีใสเหมือนน้ำที่ดื่มเข้าไป แสดงว่าการดื่มน้ำในวันนั้นเพียงพอ แต่ถ้าปัสสาวะขุ่นคลั่กเหลืองอ๋อย หรือเป็นสีชาชงแก่ๆ ต้องดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปอีกให้มากพอ
" คนที่ดื่มน้ำเป็น พอตื่นเช้าจะรีบดื่มน้ำอุ่นๆ 2 ถึง 3 แก้วทันที เพื่อให้ร่างกายสดชื่นเร็วที่สุด "
ก่อนรับประทานอาหารเช้าอาจจะดื่มน้ำอีกสักแก้วครึ่งแก้วก็ได้ แต่ไม่ควรมากกว่านั้น
ครั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จให้ดื่มน้ำตามไปสัก 1 แก้วทันที ทิ้งช่วงอีกสักพักจึงดื่มน้ำตามเข้าไปอีก 1 ถึง 2 แก้ว กระเพาะอาหาร และ ลำไส้ ก็จะสามารถบีบย่อยอาหารได้ง่าย จึงทำให้เราไม่ง่วงไม่เพลีย
สำหรับคนที่ต้องเดินทางออกจากบ้านในตอนเช้า เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ดื่มน้ำอีกกี่แล้วก็ดื่มได้ตามความพอใจ ไม่กระทบต่อระบบการย่อยอาหาร
ก่อนนอนก็เหมือนกัน ก่อนนอน 2 ชั่วโมงอย่าดื่มน้ำมาก ถ้าในระหว่าง 2 ชั่วโมงนี้ กระหายน้ำก็ดื่มเพียงเล็กน้อย มิฉะนั้นจะต้องลุกเข้าห้องน้ำในตอนดึกอีก
ยกเว้นในกรณีบุคคลที่ไม่สามารถดื่มน้ำได้มากเหมือนคนทั่วไป เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคไต ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขั้นร้ายแรง (หัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจวาย) เป็นต้น (เกิดอาการบวม หรือ อาการเหนื่อยหอบ)
ประโยชน์การดื่มน้ำอุ่น
ร่างกายดูดซึมน้ำอุ่นได้ง่ายกว่าน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับร่างกาย (อุณหภูมิปกติของร่างกาย 37 องศาเซลเซียส) ถ้าเราดื่มน้ำอุ่นหรือจิบน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็จะดูดซึมได้ทันที
การดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นอย่าไปกำหนดเพียงว่าวันนี้ต้องได้ปริมาณของน้ำ 10 แก้ว หรือ 20 แก้วแล้วพอ แต่ให้คำนึงถึงสภาพดินฟ้าอากาศที่แวดล้อมตัวเรา (กลางแดด/ถูกพัดลมเป่า) และกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวันด้วยเป็นเกณฑ์ (ออกกำลังกายเสียเหงื่อมากๆ) อย่างนี้น้ำ 10แก้วไม่พอแล้ว อาจจะต้องเพิ่มเป็น 14 ถึง 15 แก้ว เป็นต้น
มีวิธีสังเกตอย่างง่ายๆ ก็คือ ปัสสาวะมีสีใสเหมือนน้ำที่ดื่มเข้าไป แสดงว่าการดื่มน้ำในวันนั้นเพียงพอ แต่ถ้าปัสสาวะขุ่นคลั่กเหลืองอ๋อย หรือเป็นสีชาชงแก่ๆ ต้องดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปอีกให้มากพอ
" คนที่ดื่มน้ำเป็น พอตื่นเช้าจะรีบดื่มน้ำอุ่นๆ 2 ถึง 3 แก้วทันที เพื่อให้ร่างกายสดชื่นเร็วที่สุด "
ก่อนรับประทานอาหารเช้าอาจจะดื่มน้ำอีกสักแก้วครึ่งแก้วก็ได้ แต่ไม่ควรมากกว่านั้น
ครั้นหลังรับประทานอาหารเสร็จให้ดื่มน้ำตามไปสัก 1 แก้วทันที ทิ้งช่วงอีกสักพักจึงดื่มน้ำตามเข้าไปอีก 1 ถึง 2 แก้ว กระเพาะอาหาร และ ลำไส้ ก็จะสามารถบีบย่อยอาหารได้ง่าย จึงทำให้เราไม่ง่วงไม่เพลีย
สำหรับคนที่ต้องเดินทางออกจากบ้านในตอนเช้า เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ดื่มน้ำอีกกี่แล้วก็ดื่มได้ตามความพอใจ ไม่กระทบต่อระบบการย่อยอาหาร
ก่อนนอนก็เหมือนกัน ก่อนนอน 2 ชั่วโมงอย่าดื่มน้ำมาก ถ้าในระหว่าง 2 ชั่วโมงนี้ กระหายน้ำก็ดื่มเพียงเล็กน้อย มิฉะนั้นจะต้องลุกเข้าห้องน้ำในตอนดึกอีก
ยกเว้นในกรณีบุคคลที่ไม่สามารถดื่มน้ำได้มากเหมือนคนทั่วไป เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคไต ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจขั้นร้ายแรง (หัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจวาย) เป็นต้น (เกิดอาการบวม หรือ อาการเหนื่อยหอบ)
